9 วิธีเตรียมตัวเรียนต่อเยอรมัน & ขอทุน DAAD สำหรับคนทำงาน

วันนี้พี่เก๋มาสรุปวิธีการเตรียมตัวเรียนต่อเยอรมัน & ขอทุน DAAD  สำหรับน้องๆที่เรียนจบแล้วทำงานแล้ว และอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ  ซึ่งรายละเอียดก็จะคล้ายกับการเตรียมตัวของนักศึกษาปริญญาตรี แต่อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมนะคะ

 

ใครยังไม่เคยอ่าน 

"9 วิธีเตรียมตัวเรียนต่อเยอรมัน & ขอทุน DAAD สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี" สามารถ คลิกที่นี่ ค่ะ

 

 

พี่เก๋เขียนบทความนี้ขึ้นมา อย่างสรุปๆ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมทีหลังเดี๋ยวจะค่อยมาเพิ่มอีกทีนะคะ

 

1.หาข้อมูลหลักสูตรมหาวิทยาลัยที่ใช่ คณะที่ชอบและ DAAD สนับสนุน

 

Blog เวปไซต์ที่น่าสนใจสำหรับการหาที่เรียนในเยอรมนี คลิกที่นี่

 

  

2.  ติดต่อโปรเฟสเซอร์/อาจารย์ ของแต่คณะ/มหาวิทยาลัยที่ต้องการเรียน

 

ก่อนที่จะติดต่อโปรเฟสเซอร์นั้น  น้องๆควรจะเข้าไปดูโปรไฟล์ของโปรเฟสเซอร์แต่ละคนว่า ส่วนใหญ่เขาเน้นงานวิจัยด้านไหนทำงานด้านไหน เวลาที่เขียน Studyplan หรือ Research Proposal จะได้รู้ว่าโปรเฟสเซอร์คนนั้นเขาจะสนใจเราหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่โปรเฟสเซอร์ในเยอรมันเขาจะมีสายงานวิจัยที่เขาถนัดหรือหากมีงานใหม่ๆก็จะไม่ฉีกไปมากจากแนวเดิม


ตย.เช่น พี่เก๋อยากเรียนเคมีสิ่งทอ  แต่เขียน Study plan ไปหาโปรเฟสเซอร์คนที่สอนด้านแฟชั่น ถึงแม้จะอยู่ในสายสิ่งทอเหมือนกัน แต่เขาก็คงไม่สนใจเรา ถ้าเจออาจารย์ใจดีเขาอาจจะให้ชื่ออาจารย์ท่านอื่นที่อยู่ในสายที่เราสนใจ เพื่อติดต่อกลับไปแต่อย่าหวังน้ำบ่อหน้าค่ะ

 

3.ทำงานในบริษัทหรือหน่วยงานที่ตรงกับวิชาที่เรียนมา

 

อันนี้ค่อนข้างสำคัญมากเพราะหลายๆคณะที่ทาง DAAD ให้ทุน โดยเฉพาะทุนปริญญาโท  Development - Related Post graduate Courses (Post graduate Courses for Professionals  with Relevance to Developing Countries) มักจะมีข้อกำหนดว่าต้องผ่านการทำงานมาในสายงานที่เกี่ยวข้องกับที่จบมาอย่างน้อย2 ปี และอย่าลืมอายุต้องไม่เกิน 36  ปีด้วยค่ะ

 

 

4. ฝึกฝนภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันให้อยู่ในระดับดี

 

อันนี้เป็นสิ่งที่พี่เก๋เน้นย้ำนะคะ เพราะภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญ และเดี๋ยวนี้แทบจะเป็นกฏข้อบังคับเลยว่าต้องได้ภาษายิ่งคณะไหนต้องเรียนเป็นภาษาเยอรมัน ถ้าน้องๆไม่มีพื้นฐานภาษาเยอรมันมาเลยเขาแทบจะไม่มองใบสมัครเลย ถึงแม้ว่าจะมีทุนให้ไปเรียนภาษาเยอรมันเต็มเวลาที่โน่นก่อน 6 เดือนก็ตาม เพราะเดี๋ยวนี้เด็กไม่จบเยอะทำให้เสียเงินและเสียเวลาทั้ง 2 ฝ่ายค่ะ

 

Blog แนะนำเรียนภาษาเยอรมันที่เกอเธ่ คลิก ที่นี่

 

 

 5.พัฒนาตัวเอง อบรมสัมนาอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ

 

เล่าให้ฟัง เป็นความบังเอิญที่โชคบันดาล 555 สมัยพี่เก๋ทำงานเป็นวิศวกรวิจัยพัฒนา (R&D Engineer) ในโรงงานแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกนั้น ก็จะติดต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยหรือเข้าเวปไซต์ของมหาวิทยาลัยดังๆที่มีคณะเหมือนกับที่พี่เก๋เรียนมาอยู่เสมอ วันหนึ่งเขาก็จัดอบรมโดยโปรเฟสเซอร์จากเยอรมัน พี่ก็ลาพักร้อนมาอบรมเอง ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะไปเรียนทีเยอรมันนะคะ

  

อีกเกือบ 2 ปีต่อมา พี่เก๋ก็สมัครไปเรียนที่ TUDresden ที่เยอรมัน แล้วโปรเฟสเซอร์คนที่ติดต่อก็เมล์คุยกันอยู่พักนึง   ก่อนประกาศผลการสมัคร เขาถามพี่ว่ารู้จัก โปรเฟสเซอร์คนนี้ไหมเขามาสอนที่เมืองไทยพักหนึ่ง ก่อนกลับไปสอนที่ TUDresden เหมือนเดิม 

 

พี่เก๋นั่งนึก“ใครฟ่ะ ใครจะไปรู้จัก”แต่พอนึกไปนึกมา ก็นึกออกว่า “เฮ้ย เราเคยไปอบรมกับโปรเฟสเซอร์ท่านนี้นี่หว่า “พี่เก๋ก็อีเมล์ไปบอกว่า“รู้จัก และประทับใจในความรู้ของโปรเฟสเซอร์เป็นอันมาก ทำให้อยากมาเรียนเยอรมันเพราะว่าเยอรมันมีวิชาการเข้มแข็ง .....บราๆๆๆๆ “ และตอนหลังโปรเฟสเซอร์ท่านนี้ก็มาเป็น Adviser ของพี่เก๋ค่ะ Smiley

 

ดังนั้น การเพิ่มเครือข่ายการเพิ่มพูนความรู้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน ยิ่งถ้าเราเกรดไม่ดี แต่งานเราดี กิจกรรมเราดี เครือข่ายเราเยอะผลงานแยะ ก็จะช่วยเรื่องในอดีตที่เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้แล้ว เช่นกันค่ะ

 

 6.เสริมสร้างโปรไฟล์ตัวเองให้ดูดี

 

ซึ่งนอกจากเรื่องภาษาก็คงต้องเป็นเรื่องของงาน  ยกตัวอย่างพี่เก๋ (เพื่อให้เห็นภาพนะคะ ) พี่เก๋ทำงานเป็นวิศวกรวิจัยพัฒนา (R&D Engineer) ซึ่งแน่นอนต้องมีงานวิจัยทั้งที่ต้องเดี่ยวและทำเป็นโปรเจค์ใหญ่เป็นทีมร่วมกับคนอื่นซึ่ง  พี่เก๋ก็จะมีการเก็บข้อมูลเข้าพอร์ตตัวเองอยู่เสมอ 

 

ตอนที่เขียนประวัติและ study plan เราก็บอกว่าเราเคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับอะไรบ้าง และน่าจะช่วยในเรื่องของการเรียนอย่างไรและเรายังขาดอะไร ทำไมถึงเราอยากไปเรียนเพื่อต่อยอดความรู้เราอย่างไร เป็นต้น

 

ซึ่งถ้าใครเป็นแนวๆนักวิจัย ตรงนี้คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะอย่างหนึ่งเลยสำหรับคนไปเรียนต่อสายวิศวะและสายวิทย์ ส่วนใหญ่จะต้องทำงานวิจัยก่อนจบ ซึ่งถ้าคุณได้ทำงานที่ใช้ความรู้ด้านวิชาการบ้าง ด้านการวิจัยบ้าง ก็ทำให้ทางผู้พิจารณาเขาเห็นวี่แววว่า เราน่าจะเรียนจนจบหลักสูตร โดยไม่ตกเหวไปเสียก่อนค่ะ Smiley

 

แต่ถ้าแนวอื่น เช่น ถ่ายภาพ ก็ควรมีเวปไซต์ หรือ blog แสดงผลงาน หรือผ่านการประกวดภาพถ่ายได้รางวัลบ้างไม่ได้บ้างนักดนตรี เคยได้แสดงร่วมกับวงใหญ่ๆบ้าง เป็นต้นค่ะ  เรามีดีอะไรก็นำเสนอไปเลยค่ะ อย่าลืมว่า ใครๆก็อยากได้คนเก่งคนดี ไปค่ะ แต่ถ้าเราไม่เก่ง เราก็ต้องพยายามค่ะ  พี่เก๋เป็นคนไม่เก่งมาก ไม่ฉลาดมาก  แต่เป็นคนพยายามมากค่ะ Smiley5555

 

7. หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ค่ะ 

 ว่าเราจะไปเรียนเมืองนอกด้วยกัน เราฝันไปด้วยกัน  ตอนนั้นพี่เก๋ฝันคนเดียว ไม่กล้าบอกใคร  ก็เด็กต่างจังหวัด เกรดก็ธรรมดา 2.75 มหาวิทยาลัยธรรมดา ทำงานในโรงงานธรรมดา ฝันอยากไปเรียนเมืองนอกฟรี 5555 นึกแล้วขำ  เรื่องขอตังค์ที่บ้านไปเรียนต่อนะรึ ไม่มีทางแต่เราก็ยังฝัน  

 

แล้ววันหนึ่งก็ไปงานนิทรรศการการศึกษาต่างประเทศที่ศูนย์สิริกิตต์มั้ง รู้สึกจะจัดทุกปีนะคะ  พี่ก็ไปปะเข้ากับเพื่อนที่ทำงานเดียวกัน แต่คนละแผนก เจอกันร้อง "เฮ้ย มาได้ไง"ลางานมาด้วยกันทั้งคู่  ตอนหลัง เราก็เลยแลกเปลี่ยนกัน ทั้งข้อมูลเรื่องทุนที่โน่นที่นี่ สุดท้าย พี่เก๋ได้ไปเยอรมันส่วนเพื่อนได้ไปออสเตรเลีย หลังจากที่พี่ออกมาก่อนประมาณครึ่งปีได้

 

เรื่องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์เนี่ย สำคัญเหมือนกัน เพราะว่า หลังจากที่พี่เก๋กลับมาแล้วก็มีเพื่อนๆน้องๆอีกหลายคนที่มาปรึกษาอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไปๆมาๆ ทำงานเหนื่อยสภาวะแวดล้อม พันธะกรณี อะไรในชีวิตเยอะไปหมด สุดท้ายก็ไม่มีเวลา  ไฟก็เลยมอด และดับไปในที่สุดค่ะ

 

จะบอกว่า เวลาแค่ 2-3 ปี ที่ชีวิตในเมืองไทยอาจจะชงักไป แต่ไปเริ่มใหม่ที่ต่างประเทศมันให้อะไรเราเยอะมากอย่างที่เราคาดไม่ถึง แต่มันต้องอาศัยลูกฮึด ลูกอึดค่ะ

 
 
 
8. เตรียมเอกสารสำหรับการสมัครไว้ค่ะ
 
เอกสารหลายอย่างบางครั้งต้องใช้เวลาในการเตรียม การเขียนและเรียบเรียง ถ้าคิดว่ามีแผนที่จะไปเรียนเยอรมัน หรือต่างประเทศ ก็เตรียมไว้เนิ่นๆก็ได้  เตรียมเสร็จตอนหลังจะมาปรับ หรือแก้ไขก็ง่ายค่ะ  หรือเอกสารบางอย่างเช่น เอกสารทางภาษาสามารถเก็บไว้ได้ถึง 2 ปี ก็เตรียมๆไว้ก่อนเพราะบางครั้งอาจจะต้องสอบหลายครั้งจึงจะได้คะแนนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดก็ได้ค่ะ
 
 
เอกสารด้านล่างนี้ เก๋ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนในการเตรียมค่ะ  ยกเว้นเรื่องภาษาเยอรมันเพียงอย่างเดียวที่เรียนเพียงแค่ 2 คอร์สแล้วก็ไปเรียนต่อคอร์สภาษาที่เยอรมันเลย 
 
- Application form สำหรับบางมหาวิทยาลัยที่อาจจะมีแบบฟอร์มให้กรอกด้วย
 
- DAAD scholarship application form 
 
- Biography– typed 
 
- Biography – handwritten
 
- ประวัติส่วนตัว (CV -Resume)
 
- Study plan หรือ statement of purpose
 
- B.Engcertificate and transcript of records
 
- จดหมายแนะนำ (letters of recommendations) จากอาจารย์หรือเจ้านาย หรือผู้เชี่ยวชาญในวงการที่เราทำงานอยู่
 
- Confirmation of employment หรือ Letter of employee recommendation ใบรับรองจากบริษัท
 
- ใบรับรองทางภาษา (Language certificate) แล้วแต่มหาวิทยาลัย เช่น ภาษาอังกฤษ ก็ TOELF, TOICE ภาษาเยอรมัน ก็ DSH, TestDaF
 
-The other documents เช่นเอกสารรับรองทางการเงิน (financial statement) เพื่อเตรียมขอวีซ่า ,เอกสารผลงานวิจัย หรืองานที่เคยทำที่เด่นๆอาจจะสรุปมา project เล็กๆ เป็นต้น
 
 
9.เรียนเมืองไทยก็ได้และดีมากเช่นกัน 

  

แต่สำหรับคนที่มีภาระหน้าที่ทางครอบครัว และตัวเอง การเรียนป.โท ป.เอกในเมืองไทยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เผลอๆ ป.โท ป.อก ในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของเมืองไทย อาจจะยากและเข้มข้นกว่าที่เมืองนอกอีกนะคะ พี่เก๋ยืนยันได้ค่ะ  

 

คร่าวๆก็ประมาณนี้ค่ะ  

" ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงค่ะ"
 
พูดคุยกันได้ทึ่
 
 
 
.................
ปล.บทความนี้เก๋เคยเขียนไว้ที่  เรียมเจ้าขา blog ของ Bloggang พันทิบ ก่อนจะยกเอาทั้งหมดมารวมกันที่นี่ค่ะ
Visitors: 30,070